ความแตกต่างของลู่วิ่งที่แพงและถูก

ความแตกต่างของลู่วิ่งแบ่งตามประเภทการใช้งาน เช่น ใช้ในบ้าน (Home) หรือใช้ในคลับหรือยิม (Commercial) นั้นจะดูกันที่แรงม้าของมอเตอร์ (Motor Horsepower) ของลู่วิ่ง โดยจะแบ่งกันที่ ถ้ามอเตอร์มีขนาดแรงม้ามากกว่า 3.0 แรงม้าขึ้นไป จะถือว่าเป็นลู่วิ่งในเชิงพาณิชย์ หรือ Commercial แต่ถ้าน้อยกว่า 3.0 แรงม้า ก็จะใช้ในบ้านหรือสำหรับการใช้งานต่อเนื่องไม่เกิน 4 ชั่วโมง และเมื่อดูที่มอเตอร์ก็จะต้องสังเกตต่อไปว่าเป็นแรงม้าแบบใด แรงม้าจะถูกนำเสนอได้ 2 แบบ คือ แบบต่อเนื่อง (Continuous HP) และแบบสูงสุด (Peak HP) ที่กำหนด 3.0 แรงม้านั้น หมายถึงต้องเป็นแรงม้าต่อเนื่องเท่านั้น ไม่นับที่เป็นแรงม้าสูงสุด เนื่องจากแรงม้าสูงสุดเป็นแรงม้าที่ใช้ในขณะที่มีการใช้งานด้วยน้ำหนักสูงสุดที่ลู่วิ่งกำหนดและความเร็วสูงสุดที่ลู่วิ่งทำได้เท่านั้น ซึ่งจะกินเวลาไม่นาน มอเตอร์จะมีความร้อนสูงขึ้นจนเกิน ก็จะตัดกระแสไฟเข้ามอเตอร์เป็นการป้องกันมอเตอร์เสีย แล้วพอทิ้งเวลาให้มอเตอร์เย็นลง ก็จะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ บางครั้งมอเตอร์ก็จะให้ค่าแรงม้ามาทั้ง 2 ค่า โดยสังเกตว่า แรงม้าต่อเนื่องจะมีตัวอักษร C ส่วนแรงม้าสูงสุดจะมีตัวอักษร P แสดงไว้ ฉะนั้น แรงม้าของมอเตอร์ลู่วิ่งจึงเป็นตัวกำหนดราคาแพงและถูกลำดับแรก เพราะเป็นตัวกำหนดเกี่ยวกับการใช้งานด้วย

แต่ถ้าเลือกลู่วิ่งในแรงม้าที่เท่ากัน ราคาแพงและถูกก็จะขึ้นอยู่คุณลักษณะสำคัญดังนี้ คือ

1) ความเร็วขณะเริ่มต้น ตัวเลขยิ่งน้อยยิ่งแพง แต่ไม่ใช่เริ่มต้นที่ 0 โดยปกติจะเริ่มต้นที่ 0.5 ไมล์/ชม หรือ 0.8 กม/ชม แต่ถ้าเริ่มต้นที่ 0.1 ไมล์/ชม หรือ 0.2 กม/ชม ราคาก็จะแพงขึ้น ใช้เพื่อกายภาพความเร็วต่ำได้ ส่วนความเร็วสูงสุด ยิ่งวิ่งเร็วยิ่งแพง ใช้ฝึกกับนักวิ่งได้ เนื่องจากรอบการหมุนของมอเตอร์ยิ่งดีขึ้น,

2) ความชัน ยิ่งชันสูงมากก็ยิ่งแพงขึ้น มอเตอร์ยกความชันตัวใหญ่ขึ้น และฝึกแบบขึ้นเขาได้สูงขึ้น,

3) พื้นที่สายพานวิ่ง ยิ่งกว้างและยาวก็จะแพงขึ้น รองรับสัดส่วนรูปร่างของนักวิ่งได้มากขึ้น,

4) การรองรับน้ำหนักตัวผู้ใช้งานสูงสุด ตัวเลขยิ่งมากยิ่งแพง นั่นหมายถึงความทนทานของมอเตอร์ลู่วิ่ง,

5) โปรแกรมใช้งาน ซึ่งมักจะเป็นหลุมพรางสำหรับผู้ซื้อทุกคน เพราะส่วนใหญ่จะคิดว่ายิ่งมีโปรแกรมมากก็ควรจะแพงขึ้น ทั้งที่จริงแล้วโปรแกรมมากมายที่เป็นโปรแกรมที่ถูกกำหนดความเร็วและความชันมาแล้วก็ไม่ต่างจากโปรแกรมแบบซุ่ม (Random) แท้จริงแล้วในเรื่องโปรแกรมใช้งานนั้น ควรจะดูที่ประเภทการฝึกมากกว่า คือ แบบฝึกคงที่ (Fat burn หรือ Aerobic), แบบฝึกสลับช่วง (Interval), แบบฝึกควบคุมหัวใจ (Heart Rate Control), แบบฝึกกำหนดเอง (Custom หรือ User) ซึ่งแต่ละแบบฝึกสามารถกำหนดรายละเอียดได้ ราคาก็จะแพงขึ้น,

6) การวัดอัตราการเต้นหัวใจ ถ้าสามารถวัดได้ทั้ง 2 แบบ คือ แบบมือจับ (Contact) และแบบสายคาดอก (Chest belt) ราคาก็จะแพงขึ้น

ในส่วนหน้าจอแสดงผล (Display) ทั้งแบบ LCD และ LED ราคาไม่ค่อยแตกต่างกัน แต่ที่แตกต่างกันก็คือ หน้าจอ LCD ใช้กระแสไฟน้อย แต่หน้าจอ LED ใช้ได้ทนทานกว่า และที่ทำให้หน้าจอแสดงผลมีราคาแพงกว่าน่าจะเป็น 7) ข้อมูลที่แสดงผลและการเปลี่ยนหน่วยวัดหรือภาษา โดยปกติของข้อมูลที่แสดงในหน้าจอ อาทิ ความเร็ว, ความชัน, เวลา, ระยะทาง และแคลอรี ฉะนั้นถ้าแสดงข้อมูลในหน้าจอได้มากกว่านี้ ราคาก็มักจะแพงขึ้น

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ราคาที่แพงหรือถูกก็น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ 8) ขนาดลูกกลิ้ง (Roller Front & Rear) เป็นตัวบ่งบอกถึงความเร็วและความทนทานการใช้ของมอเตอร์,

9) ความหนาของกระดานรองสายพาน (Deck Thickness) เป็นตัวบ่งชี้ถึงความทนทานต่อการใช้ที่น้ำหนักตัวมาก

และสุดท้าย ราคาก็น่าจะขึ้นอยู่กับ
10) Band หรือยี่ห้อของลู่วิ่งนั่นเอง

ขอขอบคุณ
ภาพ :Freepik